“มอหลักหิน”

 

เส้นทางรถไฟสายเหนือ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ ไปยังเมืองนครราชสีมานั้น เริ่มสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขุดดินก่อพระฤกษ์ครั้งแรกที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๓๓ โดยบริษัทอังกฤษชื่อ เมสเซอร์ ปันชาร์ด แมคแทค การ์ท โลเทอร์ แอนด์ กำปะนี ในการจ้างบริษัทดังกล่าวนี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงเทววงษ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้ลงพระนามจ้างบริษัทฯ ให้ดำเนินการสำรวจ

ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศให้เริ่มสร้างทางรถไฟในประเทศไทยขึ้น โดยได้ทำสัญญาว่าจ้าง มร.ยี.แคมเบล พ่อค้าใหญ่ชาวอังกฤษ เป็นผู้รับเหมาทำการก่อสร้างขนาดรางกว้าง ๑.๔๓๕ เมตร จากสถานีกรุงเทพ ไปยังเมืองนครราชสีมา และจากสถานีชุมทางบ้านภาชีถึงลพบุรี เวลานั้น มร. เบทเค ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรม (อธิบดี) รถไฟ (พ.ศ.๒๔๓๙-๒๔๔๒) จ้าง มร. เอชเกิช เป็นนายช่างใหญ่ และจ้าง มร.แอล. ไวเลอร์ เป็นผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง มร.เบทเค ดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง ๓ ปีก็พอดีถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้าฯ ตั้ง มร.เอชเกิช แทน เวลานั้น กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิธาดา ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ

บริษัทที่รับเหมาก็ดำเนินกิจการเรื่อยมาตามปกติ จากกรุงเทพฯ อยุธยา สระบุรี ผ่านพื้นที่ราบขึ้นไปจนถึงภูเขาดงพญาไฟ หรือดงพญาภัย ใน พ.ศ.๒๔๓๘ มีการเจ็บป่วยเป็นไข้ชุกชุม คนงานส่วนมากเป็นคนจีนชาวกวางตุ้ง และชาวอีสานที่มารับจ้างทำงานขุดดิน พูนทาง และระเบิดภูเขา ต่างเจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้แต่วิศวกรฝรั่งชาติเดนมาร์กที่มาคุมงานตอนหนึ่ง ชื่อนายราเบค ก็ตายไปหนึ่งคน ศพยังได้ฝังไว้ที่หน้าสถานีมวกเหล็กตราบเท่าทุกวันนี้

เรื่องต่างๆเหล่านี้ เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานก่อสร้าง เพราะในขณะนั้นคนส่วนมากยังเชื่อนับถือภูติผีปีศาจ ประกอบด้วยหยูกยารักษาก็อัตคัดไม่ใคร่สมบูรณ์ เมื่อเจ็บป่วยล้มตายกันมาก ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพุทธเจ้าหลวง จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๘

ขณะที่เสด็จพระราชดำเนินผ่านเหนือสถานีทับกวาง มีก้อนหินใหญ่อยู่ริมทางรถไฟ ระเบิดและทำลายไม่แตกออก จึงได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “จ.ป.ร.” ไว้ที่ก้อนหินนั้น ต่อๆมาก็มีคนเรียกชื่อ ณ ที่นั้นว่า “ผาเสด็จ” มาตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนป่าดงพงทึบในพืดเขาเหล่านี้ที่เรียกว่า “ดงพญาไฟ” แต่กาลก่อน ระหว่างสถานีทับกวางจังหวัดสระบุรี ถึงสถานีปากช่องจังหวัดนครราชสีมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนนามเสียใหม่ว่า “ดงพญาเย็น” ตั้งแต่นั้นมาจนทุกวันนี้ แลหลังจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปดังกล่าวแล้ว ความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ก็เบาบางลง คงมีบ้างเล็กน้อยเป็นธรรมดา แต่ปรากฏว่าอุปสรรคบางประการยังมีอยู่และได้ทรงพระราชดำริว่า การก่อสร้างไม่รุดหน้าไปเท่าที่ควร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งให้เลิกจ้างกับพ่อค้าใหญ่นั้นเสีย และให้จ่ายเงินค่าทำขวัญและค่าเสียหายกับผู้รับเหมาเดิมนั้น แล้วให้ดำเนินการสร้างเอง โดยได้รับโอนพนักงานชาวอังกฤษที่สมัครใจร่วมทำงานต่อไป ที่เป็นคนเดิมมาร่วมกับชาวเยอรมันที่ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นอันมี นายเบทเค เจ้ากรมรถไฟคนแรก เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบงานก่อสร้างก็ได้ดำเนินมาด้วยดี

เมื่อการรก่อสร้างทางสายนี้ระหว่างสถานีปางอโศกกับสถานีบันไดม้า ซึ่งเป็นจุด ๒ ด้านมาบรรจบกัน สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๔๑ นี้ด้วย ทางกรมรถไฟได้จัดก่อสร้างศิลาจารึกเป็นอนุสรณ์ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินถึงปลายราง กม.๑๗๐ และจารึกข้อความไว้ดังนี้….. “ที่หมายในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรปลายทางรางรถไฟทำถึงที่นี้ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๗”

เมื่อกรมรถไฟได้รีบก่อสร้างทางจากสถานีแก่งคอยถึงปากช่อง และพอจะให้ประชาชนโดยสารและส่งสินค้าไปบ้างแล้ว กรมรถไฟยอมให้ไปแต่เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๔๒ แต่รถไฟไม่รับผิดชอบในการเสียหาย และเนื่องจากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีความสนพระทัย มีพระราชประสงค์จะให้รถไฟไปถึงนครราชสีมาโดยเร็ว ขณะเมื่อการก่อสร้างใกล้จะถึงนครราชสีมา จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตรอีกครั้ง เมื่อปลายรางถึง กม.ที่ ๒๒๕ + ๒๒๖ ระหว่างสถานีสีคิ้วกับโคกสะอาด อำเภอจันทึก เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ.๒๔๔๒ กรมรถไฟก็ได้จัดการก่อศิลาที่ระลึกจารึกข้อความไว้เช่นเดียวกับเมื่อเสด็จครั้งแรก

สำหรับหลักหินนั้นปัจจุบันอยู่ที่ บ้านโรงกุลี หมู่ 5 ต. กลางดง อ. ปากช่อง จ. นคราชสีมา ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ มอหลักหิน ” อยู่ข้างทางรถไฟ ทุกท่านสามารถเข้าไปเที่ยวชม ถนนลาดยาง ปัจจุบันมีผู้นิยมมากราบไหว้บูชากันมาก

 

   

จัดทำโดย ตำบลกลางดง